ข้อมูลแขวงต่างๆ
1. นครหลวงเวียงจันทน์

พระธาตุหลวงที่นครหลวงเวียงจันทน์เป็นพระธาตุที่สำคัญที่สุดของ สปป.ลาว
นครหลวงเวียงจันทน์ ได้รับสถาปนาเป็นเมืองหลวงของอาณาจักรล้านช้างในปี 2106 (ค.ศ.1563) เมื่อพระเจ้าไชยเชษฐาธิราชทรงย้ายเมืองหลวงมาจากเมืองหลวงพระบาง นครหลวงเวียงจันทน์ มีพื้นที่ 3,960.8 ตารางกิโลเมตร ประกอบด้วย 9 เมือง ได้แก่ จันทะบุลี สีโคดตะบอง ไซเสดถา สีสัดตะนาก นาซายทอง ไซทานี หาดซายฟอง สังทอง ปากงึ่ม มีประชากรประมาณ 700,000 คน เดิมใช้ชื่อว่ากำแพงนครเวียงจันทน์ ต่อมาเมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2547 รัฐบาลลาวได้เปลี่ยนชื่อเป็นนครหลวงเวียงจันทน์

ภาพซ้าย คือ อาคารที่ทำการของข้าหลวงใหญ่ (Hotel de la Residence Superieure) สมัยฝรั่งเศส ซึ่งในเวลาต่อมาได้มีการสร้างอาคารหลังใหม่ขึ้นแทนตามที่เห็นในภาพขวา ปัจจุบันคือหอคำหรือสำนักงานประธานประเทศ
ในเดือนพฤศจิกายน 2553 ได้มีงานฉลอง 450 ปีนครหลวงเวียงจันทน์ มีการแสดงของแขวงต่างๆ จากทั่วประเทศที่สนามกีฬาแห่งชาติ หลัก 16 โดยมีผู้มาร่วมแสดงความยินดีจากนานาประเทศ รวมทั้งจากกรุงเทพมหานครจังหวัดชายแดนไทย-ลาว และสมาคมไทย-ลาวเพื่อมิตรภาพ ในโอกาสสำคัญนี้ซึ่งประจวบกับการฉลอง 60 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-ลาวในวันที่ 19 ธันวาคม 2553 รัฐบาลไทยได้สนับสนุนงบประมาณ 21,008,400 บาท เพื่อติดตั้งไฟส่องถนนท่าเดื่อจากสะพานมิตรภาพไทย-ลาวไปสามแยกจินายโม้ เพื่อเป็นของขวัญแก่ชาวเวียงจันทน์ด้วย
2. แขวงเวียงจันทน์

สะพานข้ามแม่น้ำซองสู่ถ้ำจัง เขื่อนน้ำงึม 1
เป็นแขวงที่อยู่ใกล้นครหลวงเวียงจันทน์ที่สุด และเป็นจุดแวะพักในการเดินทางไปแขวงหลวงพระบาง แขวงเวียงจันทน์เป็นที่ตั้งของเขื่อนน้ำงึม 1 และเขื่อนน้ำงึม 2 ซึ่งผลิตไฟฟ้าส่งขายประเทศไทย และมีแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติที่สวยงาม โดยเฉพาะเมืองวังเวียง ซึ่งมีลำน้ำซองไหลผ่านกลางเมืองและแวดล้อมด้วยแนวเขาหินปูน สามารถล่องเรือและเข้าชมถ้ำต่างๆ เช่น ถ้ำจัง ถ้ำปูคำ ถ้ำนอน นักท่องเที่ยวนิยมพักค้างคืนที่วังเวียงก่อนเดินทางต่อไปหลวงพระบาง
ดูรายละเอียดเพิ่มเติมแขวงเวียงจันทน์
3. แขวงไซยะบูลี
4. แขวงหลวงพระบาง
หลวงพระบางเป็นเมืองเก่าแก่ของอาณาจักรล้านช้าง แต่เดิมมีชื่อว่าเมืองซัว ในปี พ.ศ. 1300 ขุนลอ ซึ่งถือเป็นปฐมกษัตริย์ลาวได้ทรงตั้งเมืองซัวเป็นราชธานีของอาณาจักรล้านช้างและได้เปลี่ยนชื่อเมืองเป็นเชียงทอง ในปี พ.ศ.1896 พระเจ้าฟ้างุ่มทรงรวบรวมบ้านเมืองเป็นอาณาจักรเดียวกันภายใต้ชื่อกรุงศรีสัตนาคนหุตล้านช้างร่มขาว โดยมีศูนย์กลางอยู่ที่เมืองเชียงทอง
เมืองเชียงทองเปลี่ยนชื่อเป็นเมืองหลวงพระบางในรัชสมัยพระโพธิสารราชเจ้าเมื่อพระองค์ได้อาราธนาพระบางจากเมืองเวียงคำมาประดิษฐานที่เมืองเชียงทอง เมืองเชียงทองจึงถูกเรียกว่า “หลวงพระบาง” นับแต่นั้นมา ปัจจุบันชาวลาวนิยมเรียกเมืองหลวงพระบางว่า “เมืองหลวง”

แม่น้ำโขงช่วงที่ไหลผ่านเมืองหลวงพระบาง
มีหลักฐานว่าอาณาจักรล้านช้างติดต่อกับตะวันตกตั้งแต่รัชสมัยพระเจ้าสุริยวงศาธรรมิกราช ซึ่งครองราชย์ระหว่างปีพ.ศ.2181-2238 โดยเจริญไมตรีกับฮอลันดา แต่การสำรวจภูมิประเทศโดยนักสำรวจตะวันตกน่าจะเริ่มประมาณปีพ.ศ.2404 โดยอองรี มูโอต์ นักสำรวจฝรั่งเศสที่ทำให้ชาวตะวันตกรู้จักนครวัด และมาเสียชีวิตที่หลวงพระบาง รวมทั้งในปีพ.ศ.2409 เมื่อฝรั่งเศสส่งคณะนำโดยดูดารต์ เดอลาเกร และฟรังซีส การ์นิเย ออกสำรวจแม่น้ำโขง
เมืองหลวงพระบางตั้งอยู่บริเวณที่แม่น้ำคานไหลมาบรรจบกับแม่น้ำโขง อยู่ห่างจากนครหลวงเวียงจันทน์ประมาณ 380 กิโลเมตร ตัวเมืองเก่ามีอาคารเก่าแก่ที่มีสถาปัตยกรรม ล้านช้างและแบบโคโลเนียลจำนวนมาก และมีวัดหลายแห่ง ผู้คนมีวิถีชีวิตเรียบง่าย องค์การยูเนสโกได้ขึ้นทะเบียนเมืองหลวงพระบางเป็นมรดกโลกเมื่อเดือนธันวาคม พ.ศ. 2538 โดยยกย่องว่าเป็นเมืองที่ได้รับการอนุรักษ์ที่ดีที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

จากยอดพูสีสามารถเห็นพระธาตุวัดโพนพะเนาและสายน้ำคาน
ปัจจุบันเมืองหลวงพระบางเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของลาว ในปี 2550 มีนักท่องเที่ยวมาเยือนหลวงพระบาง 320,000 คน เป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติ 195,175 คน สร้างรายได้ให้แขวงประมาณ 80 ล้านดอลลาร์สหรัฐ อนึ่ง รางวัลด้านการท่องเที่ยวที่เมืองหลวงพระบางเคยได้รับ เช่น เมื่อปี 2551 หนังสือพิมพ์ The New York Times ประกาศให้ลาวเป็นแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมประจำปี เมื่อปี 2552 ได้รับเลือกจากผู้อ่านนิตยสาร Travel and Leisure เป็นเมืองยอดนิยมอันดับที่ 7 ของโลก และอันดับที่ 4 ของเอเชีย (อันดับ 1-3 ของโลกคือเมืองอุทัยปุระ ประเทศอินเดีย เมืองเคปทาวน์ แอฟริกาใต้ และกรุงเทพมหานคร ส่วนจังหวัดเชียงใหม่ได้อันดับที่ 5) เมื่อปี 2553 ได้รับเลือกเป็นเมืองท่องเที่ยวอันดับ 1 จากการสำรวจของนิตยสาร Wanderlust Travel Magazine (อันดับ 2 คือเมือง Siena ประเทศอิตาลี อันดับ 3 คือกรุงเบอร์ลิน เมืองหลวงพระบางเคยได้รับรางวัลนี้แล้วเมื่อปี 2549-2551 ก่อนตกไปอันดับ 7 ในปี 2552)
ดูรายละเอียดเพิ่มเติมแขวงหลวงพระบาง
5. แขวงอุดมไซ
6. แขวงบ่อแก้ว
ตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของ สปป.ลาว มีเนื้อที่ 6,196 ตารางกิโลเมตร ทิศเหนือติดแขวงหลวงน้ำทา ทิศใต้ติดแขวงไซยะบูลี ทิศตะวันออกติดแขวงอุดมไซ ทิศตะวันตกติดไทยและพม่า มี 5 เมือง ได้แก่ เมืองห้วยซาย เมืองต้นผึ้ง เมืองเมิง เมืองปากทา เมืองผาอุดม
ในอดีต ชาวเงี้ยวกลุ่มหนึ่งจากเมืองหมอกใหม่ได้มาค้นหาแหล่งหินมีค่าตามสองฝั่งแม่น้ำโขงจากปากน้ำเกิ่ง จนถึงห้วยซายใหญ่ ห้วยซายน้อย และปากห้วยห่าย (ห้วยผาคำ) เมื่อพบแล้วได้กลับไปรายงานเจ้าฟ้าขุนจิ่งที่เมืองหมอกใหม่ ในเวลาต่อมา เจ้าฟ้าขุนจิ่งจึงย้ายผู้คน 46 ครอบครัวมาตั้งถิ่นฐานที่เมืองห้วยซาย เพื่อขุดค้นหินมีค่าและขายเป็นสินค้า บริเวณดังกล่าวจึงเรียกว่าบ่อแก้ว
สมัยราชอาณาจักรลาว เมืองบ่อแก้วขึ้นกับแขวงหัวโขง เมื่อเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว เมืองห้วยซายขึ้นกับแขวงหลวงน้ำทา ซึ่งเปลี่ยนชื่อจากแขวงหัวโขง และแยกเป็นแขวงบ่อแก้วเมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2526 โดยในระยะแรกมีเพียง 3 เมือง คือ เมืองห้วยซาย เมืองต้นผึ้ง และเมืองเมิง
เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2535 รัฐบาลได้แยกเมืองปากทาและเมืองผาอุดมจากแขวงอุดมไซมาขึ้นกับแขวงบ่อแก้ว และเมื่อธันวาคม 2536 ได้เปิดจุดผ่านแดนถาวรระหว่างเมืองห้วยซายกับอำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย
ปัจจุบัน แขวงบ่อแก้วมีถนน R3 ตัดผ่าน ซึ่งจะเชื่อมโยงเส้นทางคมนาคมไทย-สปป.ลาว-เมืองคุนหมิง ประเทศจีน และในอนาคตจะมีการสร้างสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 4 ระหว่างเชียงของ-ห้วยซาย ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างรัฐบาลไทย-ลาว-จีนด้วย นอกจากนี้ ไทยยังมีความร่วมมือกับลาวในโครงการพัฒนาโรงพยาบาลแขวงบ่อแก้ว
7. แขวงหลวงน้ำทา
หลวงน้ำทาสร้างขึ้นเมื่อปี 1896 (ค.ศ.1353) โดยมีชื่อว่า “เมืองหัวทา” ซึ่งเป็นรัชสมัยของของพระเจ้าฟ้างุ้ม ซึ่งกำลังรวบรวมหัวเมืองน้อยใหญ่ในเขตแคว้นต่าง ๆ เข้ามาเป็นอาณาจักรลาวล้านช้างอย่างเป็นเอกภาพ
เมื่อปี 2171 (ค.ศ. 1628) เมืองหัวทาพัฒนาเป็นเมืองหลวงน้ำทา ซึ่งเป็นเมืองใหญ่เมืองหนึ่งทางภาคเหนือ มีเขตแดนถึงหลวงพระบาง เชียงแสนเก่า จีน ต่อมาในปี 2410 (ค.ศ. 1867) ฝรั่งเศสซึ่งเป็นเจ้าอาณานิคมได้ใส่ชื่อแขวงนี้เป็นแขวงหัวของโดยเรียกตามน้ำของ (แม่น้ำโขง) ที่ไหลมาจากทิเบต ประเทศจีน และไหลเข้าลาวที่เมืองหลวงน้ำทา จึงเรียกว่า “แขวงหัวของ” ในปี 2490 (ค.ศ. 1947) นายโจเซฟ พราก ผู้บัญชาการทหารสูงสุดฝรั่งเศสได้เปลี่ยนชื่อใหม่เป็นแขวงหลวงน้ำทา แต่ระหว่างปี 2505-2518 (ค.ศ. 1962-1975) ก็มีการเปลี่ยนชื่อแขวงหลวงน้ำทาอีกหลายครั้ง จนกระทั่งเมื่อมีการสถาปนาสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว จึงใช้ชื่อแขวงหลวงน้ำทา และได้พัฒนาเศรษฐกิจและสังคมมาตามลำดับ ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2526 เมืองห้วยซาย เมืองต้นผึ้ง และเมืองเมิงได้แยกจากแขวงหลวงน้ำทาไปตั้งเป็นแขวงบ่อแก้ว
แขวงหลวงน้ำทา มีวัตถุโบราณ ปูชนียสถาน หลายอย่างในเขตเทศบาล เมือง และหมู่บ้านต่าง ๆ ซึ่งสามารถเป็นสถานที่ท่องเที่ยว มีทรัพยากรธรรมชาติอุดมสมบูรณ์ เช่น ทองแดง ถ่านหิน ป่าไม้ มีเขตป่าสงวนน้ำทา และมีการขุดพบโบราณวัตถุ เครื่องใช้สอยของคนโบราณที่เมืองเวียงพูคา เช่น เครื่องปั้นดินเผา เครื่องหิน ซึ่งมักเก็บไว้ในถ้ำ เช่น ครกหิน มีด ที่กรอกยาสูบ ไห คนโท แจกัน และอื่น ๆ ซึ่งสันนิษฐานว่ามีอายุถึงศตวรรษที่ 16
โบราณวัตถุที่สำคัญอื่นๆ เช่น พระพุทธรูปปางมารวิชัยที่เมืองสิง ศิลปะล้านช้าง-ไทลื้อ แท่นพระพุทธรูป ทองสำริด พระพุทธรูปธาตุจอมสิงห์และอื่น ๆ และตามเมืองต่าง ๆ ก็มีชิ้นส่วนต่าง ๆ ที่เป็นเครื่องโบราณ วัตถุของคนโบราณอีกมากมาย
(ข้อมูลจากหนังสือพิมพ์เวียงจันทน์ใหม่ วันที่ 30 กรกฎาคม 2010 หน้า 4 คอลัมน์ตามหาพาเที่ยว)
8. แขวงหัวพัน
ดูรายละเอียดเพิ่มเติมแขวงหัวพัน
9. แขวงเชียงขวาง
10. แขวงบอลิคำไซ